วันอังคาร ที่ 31 ธันวาคม 2556 ( กลุ่ม 101 )
,
วันเสาร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2556
วันอังคารที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2556
วันพุธที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
บันทึกการเข้าเรียน ครั้งที่ 4
วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน 2556 ( กลุ่ม 101 )
วิชา การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ
กิจกรรมการเรียนการสอน
- อาจารย์อธิบายประเภทของเด็กพิเศษต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว
6. เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ ( Childeren with Behavioral and Emotional Disorders )
- เด็กที่มีการควบคุมอารมณ์ให้อยู่ในสภาพปกตินานๆ ไม่ได้
- เด็กที่ควบคุมพฤติกรรมบางอย่างของตนเองไม่ได้
- ทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเรียบร้อย
แบ่งได้ 2 ประเภท
1. เด็กที่ได้รับความกระทบกระเทือนทางอารมณ์
2. เด็กที่ปรับตัวเข้ากับสังคมไม่ได้
เด็กที่ได้รับความกระทบกระเทือนทางอารมณ์ มักมีพฤติกรรมที่เห็นได้ชัด คือ
- วิตกกังวล
- หนีสังคม
- ก้าวร้าว
การจัดว่าเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบ ดังนี้
- สภาพแวดล้อม
- ความคิดเห็นของแต่ละบุคคล
ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเด็ก
- ไม่สามารถเรียนหนังสือได้
- รักษาความสัมพันธ์ความเพื่อนและครูไม่ได้
- มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเมื่อเทียบกับเด็กวัยเดียวกัน
- มีความคับข้องใจ และ มีความเก็บกดทางอารมณ์
- แสดงอาการทางร่างกาย เช่น ปวดศีรษะ
- มีความหวาดกลัว
เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมซึ่งจัดว่ามีความรุนแรงมาก
- เด็กสมาธิสั้น
- เด็กออทิสติก หรือ ออทิสซึ่ม
เด็กสมาธิสั้น
- เรียกย่อๆว่า ADHD
- เด็กที่ซนอยู่ไม่นิ่ง
- มีปัญหาสมาธิบกพร่อง
ลักษณะของเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
- อุจจาระ ปัสสาวะ รดเสื้อผ้าหรือที่นอน
- ยังติดขวดนม
- ดูดนิ้ว กัดเล็บ
- หงอยเหงา เศร้าซึม
- เรียกร้องความสนใจ
- อารมณ์หวั่นไหวง่ายต่อสิ่งเร้า
- ขี้อิจฉา ริษยา ก้าวร้าว
- ฝันกลางวัน
- พูดเพ้อเจ้อ
7. เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ ( Children with Learning Disability )
- เรียกย่อๆว่า L.D.
- มีปัญหาทางการเรียนรู้เฉพาะอย่าง
- มีปัญหาทางการใช้ภาษาหรือการพูด
- ไม่นับรวมเด็กที่มีปัญหาเพียงเล็กน้อยทางการเรียน
ลักษณะของเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้
- มีปัญหาทักษะทางคณิตศาสตร์
- ปฏิบัติตามคำสั่งไม่ได้
- เล่าเรื่อง
- มีปัญหาทางด้านการอ่านการเขียน
- ซุ่มซ่าม
- รับลูกบอลไม่ได้
- ติดกระดุมไม่ได้
- เอาแต่ใจตนเอง
8. เด็กออทิสติก ( Autistic )
- หรือเด็กออทิสซึ่ม ( Autisum )
- เด็กที่มีความบกพร่องทางอารมณ์อย่างรุนแรงในการสื่อความหมาย
พฤติกรรมสังคม
- เด็กออทิสติกแต่ละคนจะมีเอกลักเป็นของตนเอง
- ติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต
- ทักษะทางภาษา
- ทักษะทางสังคม
- ทักษะการเคลื่อนไหว
- ทักษะรูปร่าง ขนาด
ลักษณะของเด็กออทิสติก
- อยู่ในโลกของตนเอง
- ไม่เข้าไปหาใครเพื่อปลอบใจ
- ไม่เข้าไปเล่นในกลุ่มเพื่อน
- ไม่ยอมพูด
- เคลื่อนไหวแบบซ้ำๆ
- ยึดติดกับวัตถุ
- ต่อต้านหรือแสดงกิริยาอารมณ์รุนแรง
- มีท่าทางเหมือนคนหูหนวก
- ใช้วิธีการสัมผัสและเรียนรู้สิ่งต่างๆ
9. เด็กพิการซ้อน ( Children With Multiple Handicaps )
- เด็กมีความบกพร่องที่มากกว่าหนึ่งอย่าง
- เด็กปัญญาอ่อนที่สูญเสียการได้ยิน
- เด็กปัญญาอ่อนที่ตาบอด
- เด็กที่ทั้งหูหนวกและตาบอด
- อาจารย์ให้ดูโทรทัศน์ครูเรื่อง "ห้องเรียนแรกของเด็กพิเศษ" แล้วสรุปเป็น My Map ส่งท้ายคาบ
- อาจารย์อธิบายประเภทของเด็กพิเศษต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว
6. เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ ( Childeren with Behavioral and Emotional Disorders )
- เด็กที่มีการควบคุมอารมณ์ให้อยู่ในสภาพปกตินานๆ ไม่ได้
- เด็กที่ควบคุมพฤติกรรมบางอย่างของตนเองไม่ได้
- ทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเรียบร้อย
แบ่งได้ 2 ประเภท
1. เด็กที่ได้รับความกระทบกระเทือนทางอารมณ์
2. เด็กที่ปรับตัวเข้ากับสังคมไม่ได้
เด็กที่ได้รับความกระทบกระเทือนทางอารมณ์ มักมีพฤติกรรมที่เห็นได้ชัด คือ
- วิตกกังวล
- หนีสังคม
- ก้าวร้าว
การจัดว่าเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบ ดังนี้
- สภาพแวดล้อม
- ความคิดเห็นของแต่ละบุคคล
ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเด็ก
- ไม่สามารถเรียนหนังสือได้
- รักษาความสัมพันธ์ความเพื่อนและครูไม่ได้
- มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเมื่อเทียบกับเด็กวัยเดียวกัน
- มีความคับข้องใจ และ มีความเก็บกดทางอารมณ์
- แสดงอาการทางร่างกาย เช่น ปวดศีรษะ
- มีความหวาดกลัว
เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมซึ่งจัดว่ามีความรุนแรงมาก
- เด็กสมาธิสั้น
- เด็กออทิสติก หรือ ออทิสซึ่ม
เด็กสมาธิสั้น
- เรียกย่อๆว่า ADHD
- เด็กที่ซนอยู่ไม่นิ่ง
- มีปัญหาสมาธิบกพร่อง
ลักษณะของเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
- อุจจาระ ปัสสาวะ รดเสื้อผ้าหรือที่นอน
- ยังติดขวดนม
- ดูดนิ้ว กัดเล็บ
- หงอยเหงา เศร้าซึม
- เรียกร้องความสนใจ
- อารมณ์หวั่นไหวง่ายต่อสิ่งเร้า
- ขี้อิจฉา ริษยา ก้าวร้าว
- ฝันกลางวัน
- พูดเพ้อเจ้อ
7. เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ ( Children with Learning Disability )
- เรียกย่อๆว่า L.D.
- มีปัญหาทางการเรียนรู้เฉพาะอย่าง
- มีปัญหาทางการใช้ภาษาหรือการพูด
- ไม่นับรวมเด็กที่มีปัญหาเพียงเล็กน้อยทางการเรียน
ลักษณะของเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้
- มีปัญหาทักษะทางคณิตศาสตร์
- ปฏิบัติตามคำสั่งไม่ได้
- เล่าเรื่อง
- มีปัญหาทางด้านการอ่านการเขียน
- ซุ่มซ่าม
- รับลูกบอลไม่ได้
- ติดกระดุมไม่ได้
- เอาแต่ใจตนเอง
8. เด็กออทิสติก ( Autistic )
- หรือเด็กออทิสซึ่ม ( Autisum )
- เด็กที่มีความบกพร่องทางอารมณ์อย่างรุนแรงในการสื่อความหมาย
พฤติกรรมสังคม
- เด็กออทิสติกแต่ละคนจะมีเอกลักเป็นของตนเอง
- ติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต
- ทักษะทางภาษา
- ทักษะทางสังคม
- ทักษะการเคลื่อนไหว
- ทักษะรูปร่าง ขนาด
ลักษณะของเด็กออทิสติก
- อยู่ในโลกของตนเอง
- ไม่เข้าไปหาใครเพื่อปลอบใจ
- ไม่เข้าไปเล่นในกลุ่มเพื่อน
- ไม่ยอมพูด
- เคลื่อนไหวแบบซ้ำๆ
- ยึดติดกับวัตถุ
- ต่อต้านหรือแสดงกิริยาอารมณ์รุนแรง
- มีท่าทางเหมือนคนหูหนวก
- ใช้วิธีการสัมผัสและเรียนรู้สิ่งต่างๆ
9. เด็กพิการซ้อน ( Children With Multiple Handicaps )
- เด็กมีความบกพร่องที่มากกว่าหนึ่งอย่าง
- เด็กปัญญาอ่อนที่สูญเสียการได้ยิน
- เด็กปัญญาอ่อนที่ตาบอด
- เด็กที่ทั้งหูหนวกและตาบอด
- อาจารย์ให้ดูโทรทัศน์ครูเรื่อง "ห้องเรียนแรกของเด็กพิเศษ" แล้วสรุปเป็น My Map ส่งท้ายคาบ
![]() |
| My Map ของฉัน |
วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
บันทึกการเข้าเรียน ครั้งที่ 3
วันอังคาร ที่ 19 พฤศจิกายน 2556 ( กลุ่ม 101 )
วิชา การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ
กิจกรรมการเรียนการสอน
วันนี้อาจารย์ได้สอน 2 เรื่อง คือ เรื่อง เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย และสุขภาพ และ เรื่องเด็กที่มีความบกพร่องทางการพูด และ ภาษา
วันนี้อาจารย์ได้สอน 2 เรื่อง คือ เรื่อง เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย และสุขภาพ และ เรื่องเด็กที่มีความบกพร่องทางการพูด และ ภาษา
1.เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย และสุขภาพ (lChildren with Physical and Health
Impairments) มีดังนี้ คือ
1.1 เด็กที่มีอวัยวะไม่สมส่วน
1.2อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งหายไป
1.3มีปัญหาทางระบบประสาท
1.4มีความลำบากในการเคลื่อนไหว
เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย
และสุขภาพ สามารถจำแนกได้ 2 ประเภท
1.1อาการบกพร่องทางร่างกายคือ
- เด็กซีพี (Cerebral Palsy) มีลักษณะ คือ อัมพาต สมองพิการ หรือ สมองที่กำลังถูกพัฒนาก่อนคลอด
ระหว่างคลอด หรือหลังคลอด
- การเคลื่อนไหว การพูด พัฒนาการล่าช้า
เด็กซีพีมีความบกพร่องที่เกิดจากส่วนต่างๆของสมองแตกต่างกัน
อาการของโรค
- อัมพาตเกร็งแขนขา หรือ ครึ่งซีก (Spastic)
-อัมพาตของลีลาการเคลื่อนไหวผิดปกติ (Atnetoid)
-อัมพาตสูญเสียการทรงตัว (Ataxia)
-อัมพาตตึงแข็ง (Regid)
-อัมพาตแบบผสม (Mixed)
กล้ามเนื้ออ่อนแรง (Muscular Distrophy)
-เกิดจากเส้นประสาทสมองควบคุมกล้ามเนื้อ ส่วนนั้นๆ เสื่อมสลายตัว
-เดินไม่ได้ นั่งไม่ได้ นอนอยู่กับที่
-จะมีความพิการซ้อนในระยะหลัง คือ ความจำแย่ลง สติปัญญาเสื่อม
โรคทางระบบกระดูกกล้ามเนื้อ
(Orthopedic)
คือ
ระบบกระดูกกล้ามเนื้อพิการแต่กำเนิด เช่น เท้าปุก (Club Foot) กระดูกข้อสะโพกเคลื่อน อัมพาตครึ่งท่อน
เนื่องจากกระดูกไขสันหลังส่วนล่างไม่ติด (Spina Bifida)
-ระบบกระดูกกล้ามเนื้อพิการด้วยโรคติดเชื้อ (Infection) เช่นวัณโรค กระดูก หลังโกง กระดูกผุ
เป็นแผลเรื้อรังมีหนองเศษกระดูกผุ
-กระดูกหัก ข้อเคลื่อน ข้ออักเสบ
โปลิโอ (Polimyelitis)
มีอาการกล้ามเนื้อลีบเล็ก
แต่ไม่มีผลกระทบต่อสติปัญญา
-ยืนไม่ได้หรืออาจปรับสภาพให้ยืนเดินได้ด้วยอุปกรณ์เสร
ความบกพร่องทางสุภาพ
โรคลมชัก (Epilepsy)
เป็นลักษณะอาการที่เกิดเนื่องจากความผิดปกติของระบบสมอง
มีดังนี้
-ลมบ้าหมู (Grand Mal) เมื่อเกิดอาการชัก
จะทำให้หมดสติ และหมดความรู้สึก ในขณะชักกล้ามเนื้อเกร็งแขนขากระตุก กัดฟัน
กัดลิ้น
-การชักในช่วงเวลาสั้นๆ(Petit Mal)
มีอาการ ชักชั่วระยะสั้นๆ5-10 วินาที เมื่อเกิดอาการชักเด็กจะหยุดชะงัก ในท่าก่อนชัก
เด็กจะนั่งเฉย หรือเด็กอาจจะตัวสั่นเล็กน้อย
-การชักแบบรุนแรง ( Grand Mal) เมื่อเกิดอาการชัก
เด็กจะส่งเสียง หมดความรู้สึก ล้มลง กล้ามเนื้อเกร็ง เกิดขึ้นราวๆ 2-5 นาที จากนั้นจะหาย และ นอนหลับไปชั่วครู่
-อาการชักแบบ (Partial Complex) เกิดอาการเป็นระยะๆ กัดริมฝีปาก ไม่รู้สึกตัว ถูตามแขนขา เดินไปมา
บางคนอาจจะเกิดความโกรธ หรือโมโห หลังชักอาจจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้
และต้องนอนพัก
-อาการแบบไม่รู้ตัว (Focal Partial) เป็นอาการที่เกิดขึ้นในระยะสั้น เด็กไม่รู้สึกตัว
อาจทำอะไรบางอย่างโดยที่ตัวเองไม่รู้ เช่น ร้องเพลง ดึงเสื้อผ้า
เดินเหม่อลอย แต่ไม่มีอาการชัก
ลักษณะของเด็กบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ
-มีปัญหาเกี่ยวกับการทรงตัว
-ท่าเดินคล้ายกรรไกร
-เดินขากะเผลก หรือ อึดอาดเชื่องช้า
-ไอเสียงแห้งบ่อยๆ
-มักบ่นเจ็บหน้าอก บ่นปวดหลัง
-หน้าแดงง่าย มีสีเขียวจางบนแก้ม ริมฝีปาก หรือ ปลายนิ้ว
-หกล้มบ่อยๆ
-หิวและกระหายน้ำอย่างเกินกว่าเหตุ
2.เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูด และภาษา (Children with Speech and Language Disorders) เด็กที่พูดไม่ชัด ออกเสียงเพี้ยน อวัยวะที่ใช้ในการพูด
ไม่สามารถเป็นไปตามลำดับขั้น การใช้อวัยวะเพื่อการพูด ไม่เป็นไปดังตั้งใจ
มีอากัปกิริยาที่ผิดปกติขณะพูด
2.1ความผิดปกติด้านการออกเสียง
-ออกเสียงผิดเพี้ยนไปจากมาตรฐานของภาษาเดิม
-เพิ่มหน่วยเสียงเข้าในคำโดยไม่จำเป็น
-เอาเสียงหนึ่งมาแทนอีกเสียงหนึ่ง เช่น กวาด เป็นฟาด
2.2ความผิดปกติด้านจังหวะเวลาของการพูด เช่น การพูดรัว การพูดติดอ่าง
2.3ความผิดปกติด้านเสียง มีดังนี้
-ระดับเสียง
-ความดัง
-คุณภาพของเสียง
2.4 ความผิดปกติทางการพูด และภาษาอันเนื่องมาจาก พยาธิ สภาพที่สมอง
โดยทั่วไปเรียกว่า (Dysphasia
หรือ aphasia) มีดังนี้
2.4.1 Motor
aphasia
- เด็กที่เข้าใจคำถาม หรือคำสั่ง แต่พูดไม่ได้ ออกเสียงลำบาก
-พูดช้าๆพอพูดตามได้บ้างเล็กน้อย บอกชื่อสิ่งของพอได้
-พูดไม่ถูกไวยากรณ์
2.4.2 Wernicke 's
apasia
-เด็กที่ไม่เข้าใจคำถาม หรือคำสั่งได้ยินแต่ไม่เข้าใจ ความหมาย
-ออกเสียงไม่ติดขัด แต่มักใช้คำผิดๆ
หรือใช้คำอื่นซึ่งไม่มีความหมายมาแทน
2.4.3 Conduction
aphasia
-เด็กที่ออกเสียงได้ไม่ติดขัด เข้าใจคำถามดี แต่พูดตาม หรือ
บอกชื่อสิ่งของไม่ได้ มักเกิดร่วมไปกับอัมพาตของร่างกายซีกขวา
2.4.4 Nominal
aphasia
-เด็กที่ออกเสียงได้ เข้าใจคำถามดี พูดตามได้
แต่บอกชื่อวัตุไม่ได้เพราะลืมชื่อ บางทีก็ไม่เข้าใจความหมายของคำ มักเกิด ร่วมไปกับ
Gerstmann's syndrome
2.4.5 Global
aphasia
-เด็กที่ไม่เข้าใจทั้งภาษาพูด และภาษาเขียน
-พูดไม่ได้เลย
2.4.6 Sensory
agraphia
-เด็กที่เขียนเองไม่ได้ เขียนตอบคำถาม หรือ เขียนชื่อวัตถุ ก็
ไม่ได้ มักเกิดร่วมกับ Gerstmann's
syndrome
2.4.7 Motor agraphia
-เด็กที่ลอกตัวเขียน หรือ ตัวพิมพ์ ไม่ได้
-เขียนตามคำบอกไมได้
2.4.8 Cortical
alexia
-เด็กที่อ่านไม่ออก เพราะไม่เข้าใจภาษา
2.4.9 Motor alexia
-เด็กที่เห็นตัวเขียนหรือตัวพิมพ์ เข้าใจความหมาย
แต่อ่านออกเสียงไม่ได้
2.4.10 Gerstmann's
syndrome
-ไม่รู้ชื่อนิ้ว (Finger agnosia)
-ไม่รู้ชี้ซ้ายขวา (Allochiria)
-คำนวณไม่ได้ (Acalculia)
-เขียนไม่ได้ (Agraphia)
-อ่านไม่ออก(Alexia)
2.4.11 Visual
agnosia
-เด็กที่มองเห็นวัตถุ แต่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร
บางทีบอกชื่อนิ้วตัวเองไม่ได้
2.4.12 Auditory
agnosia
- เด็กที่ไม่มีความบกพร่องทางการได้ยิน แต่แปลความหมายของคำ
หรืือประโยคที่ได้ยินไม่เข้าใจ
ลักษณะของเด็กบกพร่องทางการพูดและภาษา
-ในวัยทารกมักเงียบผิดธรรมชาติ ร้องไห้เบาๆ และอ่อนแรง
-ไม่อ้อแอ้ภายในอายุ 10เดือน
-ไม่พูดภายในอายุ 2ขวบ
-หลัง 3
ขวบ
แล้วภาษาพูดของเด็กก็ยังฟังเข้าใจยาก
-ออกเสียงตัวสะกดไม่ได้
-หลัง 5
ขวบ
เด็กยังคงใช้ภาษาที่เป็นประโยคไม่สมบูรณ์ในระดับประถาศึกษา
-มีปัญหาในการสื่อความหมาย พูดตะกุกตะกัก
-ใช้ท่าทางในการสื่อความหมาย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
บันทึกการเข้าเรียน ครั้งที่ 9





